วันอังคารที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

WordPress

 “ WordPress คืออะไร ”

WordPress สร้างขึ้นในปี 2003 จากนักพัฒนา 2 คน คือ Matt Mullenweg และ Mike Little WordPress นี้เป็น open source web software ที่สามารถติดตั้งบนเว็บ server เพื่อสร้างเว็บไซต์ blog หรือ community โดยมีระบบจัดการบทความ หรือ Content Management System (CMS) นับเป็นเว็ปไซต์สำเร็จรูปที่ง่ายต่อการใช้งาน

รูปแบบของ WordPress แบ่งได้ 2 แบบด้วยกัน คือ WordPress.org และ WordPress.com สองตัวนี้มีความแตกต่างกันดังนี้
1. WordPress.org คือ เว็บไซต์ฟรีสำหรับ Download โปรแกรม WordPress เป็นโปรแกรมที่รวมนักพัฒนาไว้อย่างมากมาย
2. WordPress.com คือ เว็บไซต์เชิงพาณิชย์ เป็น Host ฟรีที่ติดตั้ง WordPress มาให้เรียบร้อยแล้วแต่มีข้อจำกัดบางในการใช้งานและจำเป็นต้องจ่ายค่าธรรมเนียมบางส่วนเพื่อลบข้อจำกัด

ข้อดีและข้อเสียของ WordPress.org

ผู้ใช้งานต้องเสียเงินค่าเช่า Host เอง (ค่าใช้จ่ายตกปีละประมาณ 1200 – 12000 บาท ขึ้นอยู่กับผู้ให้บริการ)
• ผู้ใช้ต้องเสียค่าจด Domain Name เป็นของตัวเอง (ค่าใช้จ่ายตกปีละประมาณ 350 – 600 บาท ขึ้นอยู่กับผู้ให้บริการ)
• ต้องเสียเวลาติดตั้งโปรแกรม WordPress เอง ยกเว้นเช่า Host เพราะ Host จะเป็นผู้ติดตั้งให้ ผู้ใช้งานสามารถใช้งานได้ทันที)
• ต้องติดตั้ง Plugin ด้วยตนเองเอง ซึ่งไม่ใช่เรื่องยากนักเพียงแค่ต้องรู้ว่า Plugin ตัวไหนควรใช้
• สามารถใช้ฟังก์ชั่นต่างๆ ได้ฟรีไม่ต้องเสียเงิน
• พื้นที่การใช้งานไม่จำกัด (ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับพื้นที่ Host ที่เราเช่าไว้)
• สามารถเลือกTheme รูปแบบเว็บได้อย่างไม่จำกัด
• แต่ถ้าหากต้องการ Theme รูปแบบเว็บ ในระดับ Premium ต้องเสียเงินซื้อ (ค่าใช้จ่ายประมาณ 1500 – 2000 บาท)
• ไม่มีป้ายโฆษณาของ WordPress (ไม่มี Ads รบกวน)
• สามารถใช้ FTP โอนข้อมูลไฟล์ได้ตามใจชอบ
• สามารถติดAds ได้อย่างอิสระ
• สามารถเพิ่มเข้า Google Analytics เพื่อติดตามสถิติเว็บได้
ข้อดีและข้อเสียของ WordPress.com

Free Host ไม่เสียเงินค่าเช่า Host
• Domain Name จะเป็น ชื่อเว็บ.wordpress.com
• ไม่ต้องติดตั้งโปรแกรมเพิ่มเติม สมัครแล้วสามารถเข้าใช้งานได้เลย
ไม่ต้องเสียเวลาติดตั้ง Plugin ดวยตนเองเพราะมี Plugin ที่จำเป็นติดตั้งไว้ให้เรียบร้อยแล้ว
• ไม่สามารถเพิ่ม Plugins เองได้ ถ้าต้องการเพิ่มเติมต้องเสียเงินถึงจะลงเพิ่มได้
• ฟังก์ชั่นถูกจำกัดหลายอย่าง ถ้าต้องการใช้งานต้องเสียเงินเพื่ออัพเกรดจึงจะสามารถใช้งานได้
• พื้นที่ใช้งานมีจำกัด หากต้องการเนื้อที่เพิ่มต้องเสียเงิน
• Theme รูปแบบเว็บ มีให้ใช้อย่างจำกัด ไม่สามารถลง Theme เพิ่มเองได้ หากต้องการใช้งานต้องเสียเงินเพิ่ม
• มีป้ายโฆษณา (Ads) ขึ้นรบกวน หากต้องการเอาออกต้องเสียเงินเพิ่ม
• ไม่สามารถใช้ FTP โอนข้อมูลไฟล์ได้
• ไม่สามารถทำการติด Google AdSense ได้
• ไม่สามารถเพิ่มเข้า Google Analytics เพื่อติดตามสถิติเว็บได้

Appserv

 Appserv เป็นโปรแกรมประเภท OpenSource หรือโปรแกรมที่สามารถดาวน์โหลดมาใช้ได้และพัฒนาต่อยอดได้ด้วย Appserv เป็นโปรแกรมประเภทจำลองเครื่องคอมพิวเตอร์ให้เป็นเครื่อง Server ที่มีการใช้งาน Apache  MySQL  PHP  phpMyAdmin  สำหรับรายละเอียดเกี่ยวกับ Apache  MySQL  PHP  phpMyAdmin  ท่านสามารถศึกษาเพิ่มเติมได้ในบทเรียนหัวข้อ  มาเรียน Linux กันเถอะ
      Appserv มีประโยชน์อย่างมากในการจำลองเครื่องคอมพิวเตอร์ของเรา ซึ่งจะเป็น PC  Notebook ก็ได้ ให้เป็น Server เพื่อใช้ทดสอบการสร้างเว็บไซต์  ทดสอบการเขียนโปรแกรม PHP   ทดสอบการใช้งาน CMS  ทดสอบการใช้งาน LMS   หรือการดำเนินงานอื่นๆที่ต้องใช้  Apache  MySQL  PHP  phpMyAdmin
      โปรแกรมประเภทเดียวกับ Appserv มีหลายโปรแกรมให้เลือกใช้งานเช่น XAMPP  WAMP ซึ่งแต่ละโปรแกรมมีเป้าหมายในการใช้งานเหมือนกันคือจำลองเครื่องคอมพิวเตอร์ให้เป็น Server แต่ต่างที่การใช้งานเท่านั้นเอง
      Appserv  พัฒนาโดยคนไทย คือ คุณภาณุพงศ์ ปัญญาดี และมีการเปิดให้ดาวน์โหลดและใช้งานในราว ปี 200

วันจันทร์ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

การเชื่อมต่อ ISP

ประเภทการให้บริการของ ISP มีอยู่ 2 ประเภทด้วยกันคือ
1. Narrow band เป็นการเชื่อมต่อผ่านสายโทรศัพท์ซึ่งจะมีความเร็วประมาณ 56 Kbps การเชื่อมต่อกับ ISP ประเภทนี้จะต้องดูว่า โมเด็มที่ใช้งานสามารถเชื่อมต่อหรือเป็นประเภทเดียวกับ ISP ด้วยหรือไม่เพราะ ISP แต่ละรายการจะมีหมายเลขโทรศัพท์หลายหมายเลขด้วยกัน ซึ่งแต่ละหมายเลขจะใช้สำหรับโมเด็มที่มีความเร็วและมาตรฐานที่แตกต่างกัน
2. Broadband ซึ่งเป็นการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตในปัจจุบันซึ่งการเชื่อมต่อกับ ISP จะเป็นการเชื่อมต่อโดยตรง ทำให้มีความเร็วในการใช้งานที่สูงขึ้น โดยผู้ให้บริการได้กำหนดมาตรฐานความเร็วในการใช้งานไว้ที่ ความเร็ว 500Kbps ไปจนถึง 2.5 Mbps ซึ่งโมเด็มที่ใช้จะเป็น ADSL MODEM ซึ่งโมเด็มประเภทนี้สามารถทำความเร็วในการส่งข้อมูลสูงถึง 6 Mbps และดาว์โหลดจะมีความเร็วในการดาว์โหลดที่สูงกว่า 6 Mbps



การเชื่อมต่อกับ ISP มีอยู่ด้วยกันหลายแบบคือ
1. การเชื่อมต่อแบบ Dial Up เป็นการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตในยุคแรก ซึ่งจะเชื่อมต่อผ่านสายโทนศัพท์ ระหว่างการเชื่อมต่อจะได้ยินเสียงสัญญาณในการต่อทุกครั้ง โดยการใช้งานการเชื่อมต่อแบบนี้จะไม่ค่อยมีความเสถียร และมีความเร็วสูงสุดอยู่ที่ 56 kbps
2. การเชื่อมต่อแบบ ISDN (Internet Services Digital Network) เป็นการเชื่อมต่อที่ดีกว่าแบบ Dial Up แต่ก็ยังเป็นการเชื่อมต่อด้วยสายโทรศัพท์อยู่ แต่ความเร็วในการใช้งานจะมากกว่าพร้อมกันนั้นยังสามารถจะคุยโทรศัพท์ระหว่างการใช้งานอินเตอร์เน็ตได้อีกด้วย
3. การเชื่อมต่อแบบ DSL (Digital Subscriber Line) เป็นการเชื่อมต่อที่เรียกได้ว่ามีความเร็วสูงกว่าการเชื่อมต่อ Dial Up และ ISDN มาก แต่ความเร็วที่ได้มาจะไม่แน่นอนซึ่งเป็นข้อเสียของการเชื่อมต่อแบบนี้
4. การเชื่อมต่อแบบ Cable TV เป็นการเชื่อมต่อที่ผ่านสายเคเบิลทีวีด้วยการส่งสัญญาณอินเตอร์เน็ตและสัญญาณภาพและเสียงมาพร้อมกัน การใช้งานอินเตอร์เน็ตจะสามารถใช้พร้อมกับการดูเคเบิลทีวีได้เลยแต่ข้อเสียก็คือถ้ามีผู้ใช้งานในเวลาเดียวกันมาก ๆอาจจะทำให้ความเร็วในการใช้อินเตอร์เน็ตต่ำลงไปด้วย
5. การเชื่อมต่อแบบดาวเทียม (Satellites) การเชื่อมต่อแบบนี้จะไม่นิยมใช้งานกันเพราะมีค่าใช้จ่ายที่สูงมากและความเร็วในการใช้งานก็ไม่แน่นอนขึ้นอยู่กับสภาพอากาศด้วยเช่นกัน


สรุปแล้ว ISP หรือผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตนั้นมีความสำคัญต่อการเชื่อมต่อเครือข่ายอย่างมาก เพราะเป็นเหมือนกับประตูในการให้ข้อมูลที่เราร้องขอจากภายนอกเข้ามาแสดงยังเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้งานอยู่หรือข้อมูลที่เราส่งออกไปสามารถผ่านออกไปสู่โลกภายนอกได้ ในอนาคตเชื่อได้ว่าถ้ามีการแข่งขันระหว่าง ISP จำนวนมากก็จะทำให้ผู้ใช้บริการสามารถใช้อินเตอร์เน็ตได้ถูกลงและมีเทคโนโลยีที่สูงขึ้นอย่างแน่นอน

Protocal TCP/IP

TCP/IP คืออะไร
      การที่เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ถูกเชื่อมโยงกันไว้ในระบบ  จะสามารถติดต่อสื่อสารกันได้นั้น จำเป็นจะต้องมีภาษาสื่อสารที่เรียกว่า โปรโตคอล (Protocol ) ซึ่งในระบบInternet จะใช้ภาษาสื่อสารมาตรฐานที่ชื่อว่า TCP/IP เป็นภาษาหลัก ดังนั้นหากเครื่องคอมพิวเตอร์ไม่ว่าจะเป็นเครื่องระดับไมโครคอมพิวเตอร์ มินิคอมพิวเตอร์ หรือเมนเฟรมคอมพิวเตอร์ ก็สามารถเชื่อมโยงเข้าสู่อินเทอร์เน็ตได้
TCP  ย่อมาจากคำว่า   Transmission Control Protocol
IP   ย่อมาจากคำว่า   Internet  Protocol
TCP/IP คือชุดของโปรโตคอลที่ถูกใช้ในการสื่อสารผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต
โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้สามารถใช้สื่อสารจากต้นทางข้ามเครือข่ายไปยังปลายทางได้
และสามารถหาเส้นทางที่จะส่งข้อมูลไปได้เองโดยอัตโนมัติ



TCP และ IP มีหน้าที่ต่างกัน คือ
 1.  TCP จะทำหน้าที่ในการแยกข้อมูลเป็นส่วน ๆ หรือที่เรียกว่า Package ส่งออกไป ส่วน TCP ปลายทาง ก็จะทำการรวบรวมข้อมูลแต่ละส่วนเข้าด้วยกัน เพื่อนำไปประมวลผลต่อไป โดยระหว่างการรับส่งข้อมูลนั้นก็จะมีการตรวจสอบความถูกต้องของ ข้อมูลด้วย ถ้าเกิดผิดพลาด TCP ปลายทางก็จะขอไปยัง TCP ต้นทางให้ส่งข้อมูลมาใหม่
 2.  IP จะทำหน้าที่ในการจัดส่งข้อมูลจากเครื่องต้นทางไปยังเครื่องปลายทางโดยอาศัย IP Address

IP Addrea

                 ปัจจุบันนี้คอมพิวเตอร์ที่ใช้กันอยู่ทั่วไปบนโลกนี้มีมากมาย และทุกเครื่องก็สามารถที่จะเชื่อมต่อถึงกันด้วย และถ้าระบบเครือข่ายไม่มี IP Address แล้วละก็ เราจะไม่สามารถที่จะรู้ได้เลยว่าข้อมูลนี้ส่งมาจากเครื่องไหน และเล่นอยู่ที่ไหน ซึ่งในหลักความเป็นจริงแล้ว ถ้าIP Address ซ้ำกันเครือข่ายคอมพิวเตอร์นั้นก็จะมีปัญหา เปรียบได้กับเลขที่บ้านซ้ำกัน เมื่อไปรณีย์จ่ายจดหมายก็จะไม่สามารถจ่ายได้ถูกบ้าน ซึ่งนี่เองเป็นเหตุผลที่จะต้องมี IP Address ในเครือข่ายคอมพิวเตอร์
                  
IP Address คืออะไร
IP Address คือหมายเลขที่สามารถระบุแยกแยะความแตกต่างของเครื่องคอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์เครือข่ายต่าง ๆ ที่มีการเชื่อมต่อในเครือข่ายเดียวกัน หรือจะเป็นการเชื่อมต่อนอกเครือข่ายก็ได้เช่นกัน อย่างที่กล่าวมาแล้วในตอนต้นว่า IP Address เปรียบได้ดังเลขที่บ้านในการตั้ง IP Address จะตั้งไม่ให้ซ้ำกันอย่างเด็ดขาด เพราะถ้าซ้ำกันจะทำให้เกิดความสับสนในการติดต่อสื่อสารภายในเครือข่าย ซึ่งนี่เองเลยมีหน่วยงานที่ออกมากำหนดเรื่องของการตั้งค่า IP Address ขึ้นมา
IP Address มีประโยชน์ในระบบ Network อย่างมาก ก็อย่างที่เกริ่นไปแล้วในตอนแรกแล้วว่า IP Address มีความสำคัญมากสำคัญระบบเครือข่าย เพราะว่าเลข IP Address เป็นเลขเฉพาะอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งแต่ละเครื่องจะมีเลข IP Address ที่ไม่เหมือนกัน เพื่อไม่ให้เกิดความความสับสนในการติดต่อสื่อสารภายในเครือข่าย และยังช่วยให้ผู้ดูแลระบบเครือข่ายสามารถออกแบบสร้างและควบคุมการทำงานของเครือข่ายได้อย่างง่ายได้และไม่สับสน


โครงสร้าง IP Addres
หน่วยงานนี้คือ องค์การกำหนดหมายเลขอินเทอร์เน็ต (IANA) เป็นผู้ดำเนินการจัดสรร IP Address ทั่วโลก และให้หน่วยงานทะเบียนอินเทอร์เน็ตประจำภูมิภาค (RIR) ทำหน้าที่จัดสรรกลุ่มเลขที่อยู่ IP Address สำหรับ ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตและหน่วยงานอื่น ๆที่เกี่ยวข้องอีกทีหนึ่ง
โดยที่เลข IP Address ในปัจจุบันนี้มีอยู่ 2 แบบด้วยกันคือ IPv4 และ IPv6 ซึ่ง IP Address IPv4 นี้ถือกำเนิดมาก่อนเป็นแบบ ตัวเลข 32 บิต ซึ่งในปัจจุบันก็ยังมีใช้งานอยู่แต่เนื่องจากการใช้งานอินเตอร์เน็ตในปัจจุบันในเติบโตอย่างรวดเร็วทำให้ต้องมีการคิดค้นเลข IP Address ขึ้นมารองรับ นั้นก็คือ IPv6 ใช้ตัวเลข 128 บิต พัฒนาขึ้นใน ค.ศ. 1995 และได้ทำให้เป็นมาตรฐานใน อาร์เอฟซี 2460 เมื่อ ค.ศ. 1998

ตัวอย่าง IP Addres

ประโยชน์ของ IP Addres

IP Address เป็นสิ่งที่ทุกคนควรที่จะรู้จักและทำความเข้าใจเกี่ยวกับ IP Address ให้มากยิ่งขึ้นหลักใหญ่ใจความในการตั้งเลข IP Address และเป็นหลักที่สำคัญไม่ว่าระบบ Network นั้นจะเล็กหรือใหญ่ก็ตาม ก็คือต้องไม่ตั้งเลข IP Address ให้ซ้ำกันอย่างเด็ดขาดเลยทีเดียว


การแบ่ง Class ของเครือข่าย IP Address
การติดต่อสื่อสารภายในเครือข่ายอินเตอร์เน็ต จะต้องมี IP Address สำหรับการส่งข้อมูลเพื่อติดต่อถึงกัน โดยตามปกติแล้ว IP Address จะมีการแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนที่บ่งบอกว่าเป็นหมายเลขเครือข่าย และหมายเลขเครื่องคอมพิวเตอร์ ซึ่งค่าของ IP Address จะมีการกำหนดค่าของ IP Address เป็นไบต์ (Byte) และกำหนดค่าด้วยเลขฐานสิบ ตัวอย่างเช่น IP Address 202.28.8.1 เป็นต้น

โดยการทำงานภายใน IP Address ยังมีการแบ่งออกเป็นระดับชั้น (Class) ต่าง ๆ 5 Class คือ Class A, B, C, D และ E ซึ่งในแต่ละ Class จะมี หมายเลข IP จะมีทั้งหมด 32 บิต แบ่งออกเป็น 4 ฟิลด์ โดยแต่ละฟิลด์จะมี 8 บิต ซึ่งการแบ่งเป็น 4ฟิลด์นั้น ความจริงเป็นการกำหนดหมายเลขของเครื่องเครือข่าย และหมายเลขของเครื่องคอมพิวเตอร์ รายละเอียดของแต่ละ Class มีดังนี้

Class A: หมายเลขของ IP Address เริ่มตั้งแต่ 1.0.0.0-127.255.255.255 ซึ่งเหมาะสมสำหรับเครือข่ายที่มีขนาดใหญ่ เนื่องจากสามารถรองรับจะมีเครือข่ายได้ 126 เน็ตเวิร์ค และในแต่ละเครือข่ายสามารถมีเครื่องคอมพิวเตอร์ได้ประมาณ 16 ล้านเครื่อง ตัวอย่างเช่น ค่า IP Address ของ Class A เป็น 120.25.2.3 หมายถึง เครือข่าย 120 หมายเลขเครื่อง 25.2.3

Class B: หมายเลขของ IP Address เริ่มตั้งแต่ 128.0.0.0-191.255.255.255 จะมีเครือข่ายขนาด 16384 เน็ตเวิร์ค และจำนวนเครื่องลูกข่ายในเครือข่ายได้ 64,516 เครื่อง ตัวอย่างเช่น ค่า IP Address ของ Class B เป็น 145.147.45.2 หมายถึง เครือข่าย 145.147 หมายเลขเครื่อง 45.2

Class C: หมายเลขของ IP Address เริ่มตั้งแต่ 192.0.0.0-223.255.255.255 จะมีจำนวนเครือข่ายขนาด 2M+ เน็ตเวิร์ค และเครื่องลูกข่ายในแต่ละเครือข่ายได้ประมาณ 254 เครื่อง ตัวอย่างเช่น ค่า IP Address ของ Class C เป็น 202.28.10.5 หมายถึง หมายเลขเครือข่าย 202.28.10 หมายเลขเครื่อง 5

Class D:เป็นการสำรองหมายเลข IP Address ช่วง 224.0.0.0-239.255.255.255 สำหรับการส่งข้อมูลแบบ Multicast ซึ่งจะไม่มีการแจกจ่ายใช้งานทั่วไปสำหรับบุคคลทั่วไป


Class E: เป็นการสำรองหมายเลข IP Address ช่วง 240.0.0.0-255.255.255.255 สำหรับการทดสอบ และพัฒนา

x